ประวัติความเป็นมาของภาควิชาพืชสวน*

* จากหนังสือ พืชสวน 30 ป

          คำว่า"พืชสวน"อาจจะเป็นคำที่เพิ่งมารู้จักกันในหมู่เกษตรกรของประเทศไทยมา ประมาณหนึ่งทศวรรษเท่านั้น แต่ความจริงแล้วในชีวิตประจำวันของคนไทย ก็ต้องเกี่ยวข้องกับพืชสวนทั้งนั้น เพราะความที่เราคุ้นเคยกันกับพืชสวนในชีวิต ประจำวันดังกล่าว จึง ทำให้ดูเสมือนว่าเราได้ละเลยการพัฒนาพืชสวนไป ความจริงแล้วมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกที่ได้เริ่มทำการสอน วิจัยและ พัฒนาพืชสวนมา นับได้ ว่าเกือบนานเท่ากับการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอง

          และถ้าเราจะมองย้อนอดีตดูประวัติการพัฒนาทางพืชสวนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้ว เราอาจจะเห็นได้ว่า หลังจากการสถาปนามหาวิทยาลัยในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2586 มาได้ไม่นานก็ได้มีการสอนในวิชาที่เกี่ยวข้องกับพืชสวนขึ้น วิชาพืชสวนที่มีการ สอนอยู่ในสมัยนั้นยังรวมอยู่ในวิชาต่างๆ ของแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2500 จึงได้มีการรวบรวมเอาวิชาที่จัดเป็นวิชาพืชสวนมารวมสอนเป็นกลุ่มวิชาพืชสวน ขึ้นภายในแผนกพืชกรรม และยังคงสังกัดอยู่กับแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้มีการตั้งแผนกวิชาพืชศาสตร์ ซึ่งได้รวมเอางานที่เกี่ยวกับพืชสวน และพืชไร่ มาอยู่ในแผนกนี้ โดยมีฐานะเป็นหมวดวิชา สังกัดอยู่กับคณะกสิกรรมและสัตวบาล และเมื่อ วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2518 ก็ได้มีประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาตั้งภาควิชาพืชสวนขึ้น อย่างเป็นทางการ โดยให้สังกัดอยู่กับคณะเกษตรซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากคณะกสิกรรมและ สัตวบาล

          ภาควิชาพืชสวนในปัจจุบันได้มีการพัฒนาโดยลำดับ โดยบุคลากรของภาควิชาได้พยายาม สืบทอดเจตนารมย์ของคณาจารย์อาวุโสที่ได้ช่วยก่อตั้งสายงานพืชสวนขึ้น และสามารถ กล่าวนามท่านอาจารย์อาวุโสเหล่านี้ได้อย่างภูมิใจ เช่น อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด คติการ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี รองศาสตราจารย์แสงธรรม คมกฤส รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธิ เป็นต้น และยังมีศิษย์ พืชสวนรุ่นต้นๆ ซึ่งได้สละกำลังกายช่วยพัฒนาแผนกพืชกรรมมาตั้งแต่เป็นนิสิตและใน ปัจจุบันท่านเหล่านี้ก็ได้มาเป็นกำลังสำคัญของภาควิชาพืชสวน ที่ข้าพเจ้าบอกกล่าวถึง เพื่อ เป็นการเทิดทูนเสียสละของท่านก็มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธวัช ลวะเปาระยะ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์สนั่น ขำเลิส ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิจิตร วังใน เป็นต้น บรรดาท่านผู้ที่ข้าพเจ้า ได้กล่าวนามมานี้รวมกับรุ่นพี่พืชสวนอีกหลายท่านที่ไปสร้างงานนอกมหาวิทยาลัย เช่น ม.ร.ว.วรวัลลภ วรวรรณ อาจารย์ตระการศักดิ์ สาระโสภณ อาจารย์ไพโรจน์ ผลประสิทธิ์ อาจารย์บุญเอิญ มิลินทสูตร อาจารย์บุญเทียม เจริญยิ่ง อาจารย์ธรรมนูญ ฤทธิมณี อาจารย์ ปิฎฐะ บุญนาค เป็นต้น ได้ร่วมมือกันบุกบั่น ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจ พัฒนาแผนกพืช กรรม ซึ่งเป็นอาคารเรียนไม้ชั้นเดียว และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาว เกษตรว่า "สวนนอก" นั้น

          และคณาจารย์พืชสวนที่เข้ามาเสริมในรุ่นต่อมาได้ช่วยกันพัฒนางานจนกระทั่งในปัจจุบัน ภาควิชาได้มีที่เข้ามาเสริมในรุ่นต่อมาได้ช่วยกันพัฒนางานจนกระทั่งในปัจจุบันภาควิชา ได้มีที่ทำการถาวรวมอยู่ในตึกคณะเกษตร โดยใช้พื้นที่ชั้น 3 (บางส่วน) ของตึกคณะ เกษตร เป็นที่ทำการฝ่ายธุรการของภาควิชา ชั้น 4 และ ชั้น 5 ของอาคาร ตึกคณะเกษตร เป็นห้องทำงานของอาจารย์ ห้องเรียน และห้องปฏิบัติการของภาควิชาพืชสวน ในปี พ.ศ.2522 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ขยายงานและเคลื่อนย้ายนิสิตบางส่วนไปศึกษา ที่ วิทยาเขตกำแพงแสน งานบางส่วนของภาควิชาพืชสวนก็ได้มีการเคลื่อนย้ายไปด้วยโดย มีที่ทำการของภาควิชาอยู่ที่ตึกคณะเกษตร ที่วิทยาเขตกำแพงแสน

   

พืชสวนในอดีต
*พณฯ นาย อำพล เสนาณรงค์

          มีหลักฐานจากศิลาจารึกเป็นหลักฐานว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงมีพระราโชบายส่งเสริมและบำรุงการเกษตร ให้ประชาชนมีอิสระเสรีในการประกอบการอาชีพตามถนัด มีการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น หลายอย่าง เช่น มะพร้าว มะขาม ทรงส่งเสริมและแนะนำประชาชนในการปลูกป่า ปลูกสวน เช่น ทรงปลูกป่าตาลขึ้น พอต้นตาลที่ทรงปลูกมีอายุ 14 ปี ก็ใช้ป่าตาลนั้นเป็นที่พระสงฆ์แสดงธรรมแก่ประชาชนในวันธรรมสวนะ และเป็นที่เสด็จออกว่าราชการในวันปกติ

          สำหรับพืชสวนที่มีปลูกในระยะนี้คงจะเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแผ่นดินไทย ตอนเหนือขณะนั้น ซึ่งได้แก่ กล้วย มะม่วง ส้ม อ้อย และ ผลไม้เขตร้อนบางชนิด มะเขือ และแตงกวา เป็นต้น พืชสวนสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นยุคสมัยที่ชาวไทยได้เริ่มมีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะชาวจีน ชาวมลายูชาวอาหรับ และชนชาติในหมู่เกาะตอนใต้ ดังนั้นคงจะมีการนำพันธุ์พืชต่างๆ ซึ่งมีถิ่นฐานดั้งเดิมในประเทศเหล่านั้นมาปลูกใน
ราชอาณาจักรมากขึ้น เช่น ส้มโอ และผักกาดต่างๆ เป็นต้น

          นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2054 นับเป็นครั้งแรกที่ ราชอาณาจักรศรีอยุธยาได้เริ่มมีการติดต่อกับชาวยุโรปพวกแรก คือชาวปอร์ตุเกส ซึ่งได้มายึดเมืองมะละกาที่อยู่ภายในราชอาณาจักร และต่อมาปอร์ตุเกสได้ส่งคณะทูตมาทำความเข้าใจกับฝ่ายไทยอันเป็นเหตุให้สมเด็จ พระรามาธิบดีที่ 2 ได้ทรงส่งคณะราชทูตเดินทางไปเยี่ยมเยียนเป็นการตอบแทนกับ ฝ่ายปอร์ตุเกส เมื่อ พ.ศ.2059 ณ เมืองกัว ในภาคใต้ของอินเดียซึ่งเป็นเมืองขึ้นของ ปอร์ตุเกสในสมัยนั้น ช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นเวลาหลังจากที่โคลัมบัสได้ค้นพบ ทวีปอเมริกาเพียง 20 ปีเท่านั้น

          ฉะนั้น จึงน่าจะสัณนิษฐานได้ว่าระยะจากนั้นเป็นต้นมา ชาวปอร์ตุเกสหรือชาวยุโรปชาติอื่นคงจะได้นำพืชพันธุ์ต่างๆ จากทวีปอาฟริกา อเมริกา และอเมริกาใต้มาปลูกในกรุงศรีอยุธยาหรือแผ่นดินไทยสมัยนั้น เช่น มันเทศ ข้าวโพด มะละกอ มะเขือเทศ ฝรั่ง ยาสูบ ถั่วลิสง ฯลฯ เป็นต้น สำหรับผลไม้เมืองร้อนซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในแหลมมลายู และหมู่เกาะตอนใต้ เช่น ทุเรียน เงาะ ลางสาด มังคุด ฯลฯ เนื่องจากต้องการสภาพดินฟ้าอากาศชุ่มชื้นสูง อาจจะยังไม่มีการนำมาปลูกในอาณาเขตกรุงศรีอยุธยาโดยตรงระยะนั้น แต่คงจะเริ่มมีการเพาะปลูกในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา......

ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
โทรศัพท์ 0-2561-4891, 0-2579-0308 สายใน 1328, 1330 โทรสาร 0-2579-1951 ต่อ 112